ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
สำหรับดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ หรือดาวหางที่เข้าใกล้โลก เนื่องจากเป็นวัตถุที่อยู่ใกล้โลก การใช้กำลังขยายสัก 50-100 เท่า ก็สามารถมองเห็นรายละเอียด เห็นพื้นผิว หรือบรรยากาศของดาวเหล่านี้ได้ รวมทั้งยังสามารถมองเห็นสีของดาวได้ด้วย
เนบิวลา และกาแลกซี่ แม้ว่าวัตถุ 2 ชนิดนี้จะอยู่ห่างจากโลกเราไปมาก (เนบิวล่าเกือบทั้งหมด เป็นวัตถุในกาแลคซี่ทางช้างเผือก ) แต่เนื่องจากเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่ การใช้กำลังขยายไม่เกิน 100 เท่า จะสามารถมองเห็นวัตถุเหล่านี้ได้ แต่ปริมาณแสงที่เดินทางมาถึงโลกเรามีความสว่างน้อยมาก จึงต้องใช้กกล้องที่มีหน้ากล้องใหญ่ๆ และ ไม่สามารถมองเห็นสีของวัตถุได้ (ดังจะอธิบายในลำดับต่อไป)
ดาวฤกษ์ เราไม่เห็นพื้นผิวเพราะดาวฤกษ์นั้นอยู่ไกลจากโลกของเรามาก ขนาดของดาวฤกษ์ แม้จะใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราเป็นหลายร้อยเท่า แต่ถ้าเทียบกับขนาดของเนบิวลา ที่สามารถมองเห็นได้จากกล้อง แล้วยังถือว่าน้อยมาก แต่สิ่งหนึ่งสำหรับดาวฤกษ์ที่ยังทำให้มองเห็นสีของดาวได้ นั่นคือ ความสว่างของดาว ที่มีมากกว่าความสว่างของเนบิวลา (ซึ่งเป็นวัตถุที่อยู่ในกาแลกซี่ทางช้างเผือกด้วยกัน)
 |
เนบิวลานายพราน เมื่อมองผ่านกล้องดูดาว จะเห็นเพียงความสว่างของแสงเท่านั้น |
เหตุใดจึงมองไม่เห็นสีของเนบิวลา และกาแลคซี่
โดยปกติแล้วการทำงานของเซลล์ประสาทในดวงตาของมนุษย์ จะมีเซลล์รับภาพอยู่ 2 ตัว ที่คอยทำหน้าที่รับภาพจากวัตถุภายนอก นั่นคือ เซลล์รูปแท่ง และเซลล์รูปกรวย ในสภาวะแสงปกติ การทำงานของเซลล์ 2 ตัวนี้จะแบ่งหน้าที่กันคือ เซลล์รูปแท่งจะทำหน้าที่ในการรับ ... . . . ส่วนเซลล์รูปกรวย จะทำหน้าที่ในการรับ . . . . แต่เมื่อยามใดที่แสงสว่างมีน้อยมากๆ
เมื่อถ่ายภาพทำไมถึงเห็นวัตถุเหล่านั้นมีสี
เพราะสิ่งที่เราใช้รับแสงอาจจะเป็นฟิล์มหรือ CCD มีความสามารถในการรับแสงในช่วงคลื่นความถี่ต่างๆ ได้ดีกว่าตาของมนุษย์ ประกอบกับกระบวนการถ่ายภาพต้องมีการเปิดให้ฟิล์ม หรือ CCD โดนแสงจากวัตถุส่องกระทบเป็นเวลานานๆ (เรียกกระบวนการถ่ายภาพแบบนี้ว่า Long exposure ) และสะสมบนแผ่นฟิล์ม หรือ CCD จนมีค่าที่เหมาะสม จึงได้ภาพวัตถุมีสีสันสวยงาม
 |
|
|
ภาพเนบิวลาที่ถ่ายผ่านกล้องดูดาว โดยใช้ฟิล์มหรือ CCD ซึ่งทำให้เห็นสีสันที่สวยงาม |
|
ภาพถ่ายกาแลกซี่แอนโดรเมดา กาแลกซี่ที่อยู่ไกลจาก กาแลกซี่ทางช้างเผือกของเราถึง 2.2 ล้านปีแสง |
|
 |
|
|