|
เปลือกโลกถูกแบ่งเป็นหลาย ๆ ส่วน ด้วยชั้นแมนเทิลที่อยู่ด้านล่าง ทฤษฎีที่ใช้อธิบายคือ plate tectonics ซึ่งอธิบายเป็น 2 กระบวนการใหญ่ ๆ คือ การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกเข้าหากัน และการเคลื่อนที่ออกจากกัน การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกออกจากกันจะเกิดขึ้นเมื่อแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่นเคลื่อนที่ออกจากแผ่นอื่น ๆ ทำให้แมกมาที่อยู่ด้านล่างโผล่ขึ้นมาเป็นเปลือกโลกใหม่ การเคลื่อนที่เข้าหากันเกิดจากเปลือกโลก 2 แผ่นเคลื่อนที่เข้าหากัน ทำให้เกิดการชนที่ขอบของแผ่นใดแผ่นหนึ่ง มีผลให้เกิดการเลื่อมกันของขอบทำให้เกิดภูเขา ขอบที่มุดลงไปด้านล่างจะหลอมละลายโดยชั้นแมนเทิล
เปลือกโลกถูกแบ่งออกดังนี้
- North American Plate-อเมริกาเหนือ แอตแลนติกตะวันตกเฉียงเหนือและกรีนแลนด์
- South American Plate-อเมริกาใต้และแอตแลนติกตะวันตกเฉียงใต้
- Antarctic Plate-แอนตากติกและมหาสมุทรใต้
- Eurasian Plate-แอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ ยุโรปและเอเชีย ยกเว้นอินเดีย
- African Plate-แอฟริกา แอตแลนติกตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดียใต้
- Indian-Australian Plate-อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และมหาสมุทรอินเดีย
- Nazca Plate-มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกส่วนที่ติกกับทวีปอเมริกาใต้
- Pacific Plate-มหาสมุทรแปซิฟิก (ชายฝั่งทางใต้ของแคลิฟอเนีย)
 |
| กระแสไฟฟ้าที่เกิดบริเวณแกนชั้นใน
ทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก |
นอกจากนี้ยังมีเปลือกโลกแผ่นอื่น ๆ อีก ซึ่งเป็นแผ่นเล็ก ๆ เช่น Arabian,Cocos และ Philippine Plate แผ่นดินไหว จะเกิดบริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกแต่ละแผ่นอยู่บ่อย ๆ
พื้นผิวของโลกมีอายุน้อยมาก (ค่ามาตรฐานดาราศาสตร์) ประมาณ 500,000,000 ปี หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากการกัดเซาะ และถูกกระทำโดยกระบวนการทางธรณีวิทยา แล้วเกิดพื้นผิวใหม่ ๆ ขึ้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโลกมีอายุประมาณ 4.5 ถึง 4.6 พันล้านปี แต่หินที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบมีอายุประมาณ 4 พันล้านปีในขณะที่หินอายุประมาณ 3 พันล้านปียังหาได้ยาก ฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุด ที่ถูกต้นพบมีอายุน้อยกว่า 3.9 พันล้านปี และสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่มีบันทึกไว้ หรือปรากฏร่องรอยให้เห็น
ผิวโลก 71% ถูกปกคลุมด้วยน้ำ โลกเป็นสถานที่แห่งเดียวที่น้ำปรากฏให้เห็นในสถานะของเหลว (บนดวงจันทร์ไททัน (Titan) มีเทนหรืออีเทนมีลักษณะเป็นของเหลวปกคลุมพื้นผิว และนักดาราศาสตร์คาดว่ามีน้ำหรือของเหลวอยู่ใต้พื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปา (Europa) ด้วย) และน้ำก็เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก ความร้อนที่ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทรเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทำให้โลกมีอุณหภูมิที่คงที่ น้ำยังเป็นสาเหตุการกัดเซาะการกำหนดสภาพอากาศของพื้นทวีปบนโลกด้วย
บรรยากาศของโลก 78% เป็นไนโตรเจน, 21% เป็นออกซิเจน, 1% เป็นไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่น ๆ อีก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ระยะแรกที่โลกก่อตัวขึ้น บรรยากาศของโลกเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกลายมาเป็นหินคาร์บอเนต (carbonate rock) ที่เหลือส่วนน้อยก็จะละลายไปในมหาสมุทร และมีส่วนหนึ่งที่พืชใช้ในการหายใจ
ในปัจจุบันคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาด้วยกระบวนการ Plate tectonic ทางธรณีวิทยา (ภูเขาไฟระเบิด,แผ่นดินไหว,น้ำพุร้อน) และจะถูกดูดซึมหรือกำจัดโดยการหายใจของพืช หรือกระบวนการทางชีววิทยา คาร์บอนไดออกไซด์จำนวนน้อยที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ มีความสำคัญในการรักษาอุณหภูมิพื้นผิวด้วย นักวิทยาศาสตร์มีแนวคิดว่าออกซิเจนที่มีในบรรยากาศเกิดจากสิ่งมีชีวิต กระบวนการเกิดออกซิเจนเกิดเมื่อประมาณ 2000 ล้านปีมาแล้วโดยแบคทีเรีย
โลกมีสนามแม่เหล็กความแรงพอประมาณ โดยกระบวนการของกระแสไฟฟ้าในแกนด้านนอกของโลก ผลของสนามแม่เหล็กกระทำกับ Solar wind ทำให้เกิดปรากฏการณ์แสงเหนือ-ใต้ (auroras) ในชั้นบรรยากาศที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้
 |
 |
| ปรากฏการณ์แสงเหนือ-ใต้เกิดจากลมสุริยะ |
|
| แถบวงแหวน Van Allen |
|